วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ขิง

ginger1

ขิง

 ขิงแกลง/ขิงแดง/ขิงเผือก/Ginger
ชื่อวิทยาศาสตร์: Zingiber officinale Roscoe
ginger2วงศ์: Zingiberaceae
ประเภท: ไม้ล้มลุก อายุหลายปี
ความสูง: 1 เมตร
ลำต้น: เป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เจริญเป็นพุ่ม
ใบ: เดี่ยวรูปแถบ ออกเวียนสลับระนาบเดียว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม มีขนอ่อนปกคลุมทุกส่วน
ดอก: ช่อดอกแทงจากดินชูตั้งขึ้น ผลิบานในฤดูฝน กาบรองช่อดอกสีเขียวอมแดงเรื่อ ดอกย่อยสีเหลืองอมเขียว ช่อดอกอยู่ได้นานเป็นเดือน
ผล: เป็นผลแห้ง มีกาบช่อดอกรองรับ เมื่อแก่แตกออก ภายในแบ่งเป็นสามพู มีเมล็ดยาวรีสีน้ำตาล
ดิน: ดินร่วนระบายน้ำดี ควรเริ่มปลูกในฤดูฝน จะช่วยให้ขิงแตกหน่อได้เร็ว
น้ำ: ปานกลาง
แสงแดด: ครึ่งวัน
ขยายพันธุ์: แยกเหง้า
การใช้งานและอื่นๆ: ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับอาหารรสจัดต่าง ๆ และใช้เป็นสารกันบูดกันหืนได้ดี มีมากในฤดูฝน  เหง้าอ่อนใช้ปรุงอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อปลา  เหง้าขิงและใบขิงมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย รวมถึงแก้อาการเมารถ ไมเกรน ลดคอเลสเตอรอล และอาการปวดตามข้อได้ด้วย  หน่ออ่อนรสเผ็ดร้อนควรขุดขึ้นมาหลังจากต้นเริ่มแตกหน่อ 3 – 5เดือน
ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ที่มีประวัติแท้งง่ายและผู้ที่มีปัญหาถุงน้ำดีไม่ควรบริโภคน้ำขิงเข้มข้นเกินไป เพราะจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

แก้วเจ้าจอม

Lignum Vitae2

แก้วเจ้าจอม

 Lignum Vitae
ชื่อวิทยาศาสตร์: Guaiacum officinale L.
วงศ์: Zygophyllaceae
ประเภท: ไม้ต้นขนาดใหญ่
ความสูง: 10 – 15 เมตร
ลำต้น: มีเนื้อไม้แข็ง
ใบ: ประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกตรงข้ามมี 2 พันธุ์ คือ ใบย่อย 2 คู่และ 3 คู่ ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปรี ขนาดไม่เท่ากัน กว้าง 1- 2.5 เซนติเมตร ยาว 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ
Lignum Vitae1ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 – 2.5 เซนติเมตร บานวันแรกสีฟ้าอมม่วง จากนั้นสีจะซีดลงเป็นสีขาว เกสรสีเหลืองเห็นเด่นชัด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกเดือนสิงหาคม – มกราคม
ผล: กลมแบน ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร ปลายผลมีติ่งแหลม เปลือกแข็ง
ดิน: ดินร่วนระบายน้ำดี
แสงแดด: เต็มวัน
น้ำ: ปานกลาง
ขยายพันธุ์: ค่อนข้างยาก นิยมใช้วิธีตอนกิ่งและเพาะเมล็ด
การใช้งานและอื่นๆ: เหมาะปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา  มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเวสต์อินดีส  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำต้นพันธ์มุาจากประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ. 2451 และทรงปลูกไว้ที่พระราชอุทยานสวนสุนันทา เดิมชาววังเรียกว่า“ ต้นน้ำอบฝรั่ง ” ต่อมาพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราช ปดิวรัดา ประทานชื่อใหม่ว่า “แก้วจุลจอม”  ในปี พ.ศ. 2501 ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ ได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “แก้วเจ้าจอม” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน  เป็นพรรณไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ฟาร์แบร์เช่


ฟาร์แบร์เช่


Fabergé 
วงศ์: Rosaceae
ประเภท: Floribunda /กุหลาบพวง
ความสูง: 1 เมตร
ลำต้น: เป็นพุ่มกระทัดรัด หนามน้อย
ใบ: หนา สีเขียวเข้ม
ดอก: ดอกบาน 7-8 ซม.  สีชมพูครีมอมส้ม โคนกลีบเหลือบสีเหลืองนวล กลิ่นหอมอ่อนๆ
อัตราการเจริญเติบโต: ปานกลาง
ดิน: ดินปนทราย มีอินทรียวัตถุ ระบายน้ำและอากาศดี ค่า pH 6-7
น้ำ: ปานกลาง ไม่ขังแฉะ
แสงแดด: ตลอดวัน
ขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา ปักชำกิ่ง
การใช้งานและอื่นๆ: เหมาะปลูกในกระถางหรือลงแปลงประดับสวน เผยแพร่เมื่อปีค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512)

ศรีมาลา

Red Granadilla

ศรีมาลา

มังกรแดง/เล็บมังกร/สร้อยสังวาล/Red Granadilla/Red Passion Flower
ชื่อวิทยาศาสตร์: Passiflora coccinea Aubl.
วงศ์: Passifloraceae
ประเภท: ไม้เลื้อยขนาดเล็ก อายุหลายปี
ลำต้น: ยอดเลื้อยได้ไกล 1 – 3 เมตร มีมือเกาะออกตรงข้ามใบ ลำต้นมีขนปกคลุม
ใบ: ใบเดี่ยว รูปไข่แกมรูปหัวใจ กว้าง 7 – 10 เซนติเมตร ยาว 14 – 18 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบเว้า ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบหนาสีเขียว มีขนนุ่มปกคลุม
ดอก: ดอกเดี่ยวออกตามซอกใบ ดอกทรงกลมห้อยลง กลีบเลี้ยง สีเขียวอมแดง 5 กลีบ รูปขอบขนาน มีรยางค์ลักษณะเป็นเส้นสีแดงเข้ม โคนสีขาวและปลายสีแดงเรียงเป็นวงในสุด ออกดอกเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม
ผล: ผลสดมีเนื้อ รูปไข่ ผลอ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีเหลืองส้ม มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
ดิน: ดินร่วน ระบายน้ำดี
แสงแดด: เต็มวัน
ขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ปักชำและตอนกิ่ง
การใช้งานและอื่นๆ: ปลูกเป็นซุ้มไม้เลื้อย *คำระบุชนิด coccinea หมายถึง สีเลือดหมู สื่อถึงสีดอก

ลิปสติกแดง

Lipstick Plant

ลิปสติกแดง

Lipstick Plant 
ชื่อวิทยาศาสตร์: Aeschynanthus radicans Jack
วงศ์: Gesneriaceae
ประเภท: ไม้เลื้อยอิงอาศัยอายุหลายปี
ความสูง: เลื้อยได้ไกล 1 – 2 เมตร
ลำต้น: สีแดงเข้ม
ใบ: เดี่ยวเรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปใบหอก กว้าง 1 – 2 เซนติเมตร ยาว 2 – 4 เซนติเมตร ปลายและโคนใบมน แผ่นใบหนาสีเขียวอวบน้ำ
ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกที่ซอกใบและปลายยอด มี 2 – 3 ดอก กลีบเลี้ยง และโคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบดอกสีแดงอมส้ม เหลือง หรือชมพู ปลายแผ่ออกเป็น 5 กลีบ ออกดอกตลอดปี
ผล: ฝักรูปแถบเรียว เมล็ดมีพู่ขนติดที่ปลาย
ดิน/วัสดุปลูก: โปร่งแต่เก็บความชื้นได้ดี เช่น ดินร่วนผสมกาบมะพร้าวสับ
แสงแดด: รำไร
ความชื้น: สูง อากาศถ่ายเทสะดวก
น้ำ: ปานกลาง
ขยายพันธุ์: ปักชำกิ่ง
การใช้งานและอื่นๆ: นิยมทำไม้กระถางแขวนตกแต่งสถานที่และประดับสวน

หอมเจ็ดชั้น

wallochii1

หอมเจ็ดชั้น

จันทนาใบเล็ก
ชื่อวิทยาศาสตร์: Tarenna wallichii (Hook.f.) Ridl.
วงศ์: Rubiaceae
ประเภท: ไม้พุ่ม
ความสูง:  3 เมตร
ทรงพุ่ม: กลม
ลำต้น: แตกกิ่งยอดจำนวนมาก กิ่งเปราะ เปลือกต้นสีดำ มีใบเฉพาะที่ปลายยอด
ใบ: ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ รูปรี กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ยาว 6 – 10 เซนติเมตร ปลายใบและโคนใบแหลม แผ่นใบหนาและเหนียว สีเขียวเข้ม
ดอก: ช่อดอกสีขาวนวลหรือขาวอมเหลือง ออกเป็นช่อใหญ่ที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมากคล้ายดอกเข็ม โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 1 เซนติเมตร ดอกบานพร้อมกันทั้งช่อนาน 2 – 3 วันแล้วโรย ส่งกลิ่นหอมแรงตลอดวัน ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ หากปลูกในพื้นที่ที่มีความชื้นตลอดปี จะทยอยออกดอกในช่วงอื่นๆ ได้
ดิน: ดินร่วนและดินร่วนปนทราย
แสงแดด: เต็มวัน
น้ำ: ปานกลาง
ขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ปักชำกิ่งและตอนกิ่ง
การใช้งานและอื่นๆ: ควรปลูกให้ห่างจากต้นไม้อื่นอย่างน้อย 2 เมตร หมั่นตัดแต่งกิ่งจะทำให้ออกดอกดกขึ้น หากปลูกในที่มีอากาศเย็นจะออกดอกดก

ไอริสน้ำ

fan iris

ไอริสน้ำ

Fan Iris
ชื่อวิทยาศาสตร์: Neomarica longifolia (Link & Otto) Sprague
วงศ์ : Iridaceae
ประเภท: ไม้ริมน้ำ อายุหลายปี
ความสูง: สูงถึง 1 เมตร
ลำต้น: มีเหง้าสั้น ๆ ใต้ดิน เจริญเป็นกอ
ใบ: ใบเดี่ยว ออกสลับระนาบเดียว รูปแถบแบนยาวเรียวแหลม กว้าง 2.5 เซนติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร
ดอก: ช่อดอกเป็นช่อกระจุกออกจากซอกใบ ชูตั้งขึ้น ดอกขนาด 5 – 8 เซนติเมตร กลีบดอกบาง มี 3 กลีบ สีเหลือง โคนกลีบมีจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาล ดอกบานเพียงวันเดียวตั้งแต่ช่วงสายถึงบ่าย ทยอยบานทีละ 1 – 2 ดอก แต่ละช่อทยอยบานนานหลายสัปดาห์ ออกดอกตลอดปี แต่ดอกดกในช่วงฤดูหนาว
ดิน: ดินเหนียว ระดับน้ำ 10-15 ซม.
แสงแดด: ครึ่งวันถึงเต็มวัน
ขยายพันธุ์: สามารถแตกต้นอ่อนที่ช่อดอกได้หรือแยกกอ
การใช้งานและอื่นๆ: ปลูกเป็นไม้กระถางได้ดี ถ้าดินแห้งและแดดจัด ปลายใบจะไหม้