วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

4 ไม้หอมมงคล ที่ควรมีประดับบ้าน!


        เสน่ห์ของดอกไม้ที่ใครๆต่างก็ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือ ความหอมที่ให้ความสุขกับทุกคนยามได้กลิ่น แต่ถ้าดอกไม้ชนิดนั้นเป็น ไม้หอมมงคล ด้วยก็คงจะดีนะ

เพราะอย่างน้อยก็เป็นกำลังใจให้ผู้ปลูกได้มีความรู้สึกดีๆ ไม้หอมมงคล 4 ชนิดที่ “บ้านและสวน” นำมาแนะนำให้คุณลองปลูกที่บ้านนี้เป็นต้นที่มีความหมายดี ๆ หรือใช้ในพิธีมงคลแถมยังดูแลไม่ยากด้วย ส่วนถ้าใครติดใจอยากรู้ว่ามีดอกใดเป็นไม้หอมมงคลอีกละก็ ไปหาอ่านเพิ่มได้ใน หนังสือ “ไม้มงคล” โดย ธัญนันท์ วีระกุล จากสำนักพิมพ์บ้านและสวน ในเล่มนี้รวบรวมตัวอย่างไม้มงคลไว้หลากหลายพันธุ์เลยทีเดียว แต่ตอนนี้มาดูดอกไม้ 4 ชนิดที่ว่าไว้ตอนต้นดีกว่า

แก้ว
เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ออกดอกสีขาวตลอดปี และมักหอมแรงในตอนเช้าและค่ำ แต่โบราณมาแล้วคนไทยนิยมปลูกต้นแก้วรอบเรือนชาน นอกจากจะปลูกประดับเพื่อความสวยงามและให้ความหอมเย็นชื่นใจแล้ว ยังนิยมนำดอกไปบูชาพระ จึงมีความเชื่อต่อๆกันมาว่า การปลูกต้นแก้วไว้ประจำบ้านจะทำให้คนในบ้านมีจิตใจดี ใจสะอาดบริสุทธิ์และเบิกบาน
การปลูกและดูแลรักษา แก้วปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด ทั้งปลูกในแปลงและเป็นไม้กระถาง ชอบแสงแดดจัด จึงควรปลูกในที่โล่งแจ้งหรือทางทิศตะวันออก จะให้ดอกดกตลอดปี ต้องการน้ำปานกลาง แต่อย่าให้ขาดน้ำ เป็นไม้ที่ทนทานต่อศัตรูพืชและธรรมชาติได้ดี ไม่ค่อยปัญหาเรื่องโรคและแมลง ไม่จำเป็นต้องดูแลมากนัก


ข้อมูลเพิ่มเติม : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/orange-jessamine/

เข็มขาว
เป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูงประมาณ 2-5 เมตร มีกิ่งก้านแผ่เป็นทรงพุ่ม ดอกของเข็มขาวจะมีกลิ่นหอมต่างจากเข็มสีอื่น คนโบราณเชื่อว่าการปลูกเข็มไว้ประจำบ้าน จะทำให้ลูกหลานมีความเฉลียวฉลาด และเพื่อความเป็นสิริมงคล นิยมปลูกเข็มไว้ทางทิศตะวันออก โดยปลูกเป็นไม้พุ่มประดับ หรือปลูกตามแนวรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม
การปลูกและดูแลรักษา เข็มทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องโรคต่างๆ ควรปลูกในดินร่วนซุยหรือดินปนทรายที่มีความชุ่มชื้น ชอบแสงแดดจัด ต้องการน้ำปานกลาง ควรปลูกในบริเวณที่โล่งแจ้ง


บุหงาส่าหรี
เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มขนาดเล็กถึงกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร ออกดอกตลอดปีเป็นช่อยาว 10-20 เซนติเมตร ห้อยลงตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกเล็กๆสีขาวจำนวนมาก กลิ่นหอมแรงมาก ต้นนี้มีอีกชื่อว่า “บุหงาแต่งงาน” มักใช้ประดับติดผมเจ้าสาวในวันแต่งงาน เชื่อกันว่าบ้านใดปลูกต้นนี้แล้วจะมีความสุข เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว
การปลูกและดูแลรักษา บุหงาส่าหรีเจริญงอกงามได้ดีในดินทุกสภาพ ขึ้นง่าย โตไว ทนต่อสภาพธรรมชาติและศัตรูพืชได้ดี ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอ สำหรับฤดูแล้งหรือต้นที่ปลูกในพื้นที่แห้งแล้งใบจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและร่วง มาก แต่หากได้รับน้ำมากพอก็จะผลิดอกทั้งต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/spiny-fiddlewood/

จำปี
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ถึงกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร ออกดอกเดี่ยวสีขาวนวล กลิ่นหอมแรงในช่วงเย็นไปถึงตอนเช้า ออกดอกตลอดปี แต่ฤดูหนาวจะออกดอกน้อย จำปีเป็นไม้โบราณที่คนไทยนิยมปลูก มักนำดอกมาร้อยกับทางมะพร้าวเป็นช่อยาว หรือร้อยเป็นอุบะ เพื่อใช้บูชาพระและประกอบในงานพิธีมงคลต่างๆ
การปลูกและดูแลรักษา จำปีชอบดินร่วนซุยและแดดจัด ไม่ชอบดินแฉะหรือน้ำขัง นิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน ทนต่อสภาพธรรมชาติและศัตรูพืชได้ดี

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/white-champak/

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

มะลิ




มะลิ


มะลิลา/ข้าวตอก/มะลิป้อม/Arabian Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์:
 Jasminum sambac (L.) Ait.
วงศ์: Oleaceae
ประเภท: ไม้พุ่มกึ่งเลื้อย
ความสูง: 1-2 เมตร
ลำต้น: ตั้งขึ้นและทอดเอน แตกกิ่งก้านมาก
ใบ: ใบเดี่ยว อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 2-3 ใบ ใบรูปไข่ รูปไข่กลับ หรือแกมรูปรี สีเขียวเป็นมัน
ดอก: ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นเส้นสีเขียว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ สีขาว ดอกทยอยบาน โดยเริ่มจากดอกที่อยู่ตรงกลางช่อ ดอกเริ่มบานแล้วส่งกลิ่นหอมแรงในตอนกลางคืน แล้วโรยในบ่ายวันถัดไป ออกดอกตลอดปี แต่จะดกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน
อัตราการเจริญเติบโต: ปานกลาง
ดิน: ดินที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ ระบายน้ำดี
น้ำ: ปานกลาง-มาก แต่ไม่ทนน้ำท่วมขัง
แสงแดด: ตลอดวัน
ขยายพันธุ์: ปักชำและตอนกิ่ง
การใช้งานและอื่นๆ: มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ เช่น ใบสด ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันพืช ทารักษาแผลพุพอง ดอกใช้แต่งกลิ่นใบชา ยาสูบและอาหาร เป็นส่วนผสมของเครื่องยาหอม มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ในปีพ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดให้ใช้มะลิเป็นสัญลักษณ์ในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สร้างพื้นที่สีเขียวในบ้านด้วย “ไม้กระถาง”

หากเรามีพื้นที่เพียงเล็กน้อย แต่อยากปลูกดอกไม้ ต้นไม้ เพื่อสร้างความสดชื่นให้ห้อง หรือว่าต้องการเปลี่ยนแปลงบางมุมไม่ให้ซ้ำจำเจ จะทำอย่างไรดี “ไม้กระถาง” ดูจะเป็นคำตอบของปัญหาข้างต้นนี้

ไม้กระถางสามารถนำมาจัดเรียงแบบตั้งบนพื้นหรือแขวนผนังและแขวนลอย ใช้บดบังมุมบ้านหรือฉากหลังที่ไม่สวยงาม ช่วยลดความแข็งกระด้างของรั้วและผนัง หากคุณชอบความแปลกใหม่อยู่เสมอ จะลองโยกย้ายหรือปรับเปลี่ยนก็สามารถทำได้สะดวก ทั้งยังดูแลรักษาง่าย สามารถควบคุมขนาดและทรงพุ่มได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ไม้กระถางควรคำนึงถึงสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก  “บ้านและสวน” มีตัวอย่างไม้กระถางสำหรับตั้งบนโต๊ะมาฝากกัน
2ab99e7895dc7b593ab788424bc1310d
credit : www.pinterest.com
ไม้กระถางบนโต๊ะ
เราสามารถนำไม้กระถางมาตกแต่งภายในอาคารได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะทำงานหรือมุมห้อง เพื่อเพิ่มสีสันและความสดชื่น สำหรับโต๊ะที่มีเนื้อที่จำกัดก่อนอื่นควรเลือกกระถางเป็นอันดับแรก กระถางที่เหมาะสมคือ มีทรงแคบ ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา เพื่อให้เคลื่อนย้ายได้ง่าย สำหรับพรรณไม้ควรเลือกชนิดที่ทนร่มได้ดี ปลูกเลี้ยงง่าย มีความทนทาน หรือไม้กระถางขนาดเล็กที่มีดอกและทรงพุ่มสวยงาม เพื่อช่วยดึงดูดสายตา เช่น พลูด่างกุหลาบหิน แอฟริกันไวโอเลต และบีโกเนีย
5e6dbbae7292fb3143fa988eefb9e53c
credit : www.pinterest.com
การดูแล
  • ควรนำต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยงบนโต๊ะออกไปรับแสงแดดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง พร้อมกับรดน้ำและให้ปุ๋ย และควรมีไม้กระถางสำรองนำมาวางสลับกัน
  • ควรใช้จานรองกระถางเสมอสำหรับการปลูกไม้กระถางภายในอาคาร หรือเลือกใช้ภาชนะที่มีก้นปิดสวมทับกระถางอีกชั้น เพื่อป้องกันน้ำไหลจากกระถางออกมาเลอะเทอะโต๊ะยาวริมหน้าต่างเลือกใช้กระถางทรงสวยหลายๆ ขนาดปลูกไม้ดอกหลากสี ช่วยเพิ่มสีสันให้มุมห้องได้เป็นอย่างดี

8 พรรณ ไม้คลุมดิน เลี้ยงง่าย ปลูกยังไงก็ขึ้น

พรรณไม้ที่ใช้ในการจัดสวนต่างช่วยทำให้สวนเกิดความสมดุลสวยงามแตกต่่างกัน ไม่ว่าจะเป็นไม้ต้นที่แผ่กิ่งก้านสร้างร่มเงาให้สวน ไม่พุ่มที่ช่วยสร้างสีสัน ไม้เลื้อยที่ให้ความอ่อนช้อย หรือแม้แต่ ไม้คลุมดิน และหญ้าที่ช่วยให้พื้นดินดูเขียวขจี สร้างสีสันและผิวสัมผัสให้พื้นสวน ทั้งยังช่วยยึดผิวหน้าดินไม่ให้ถูกชะล้างไปกับสายฝน เราจึงนำ 8 พรรณไม้คลุมดิน ที่นำไปปลูกรับรองเลี้ยงง่ายแน่นอน

1. กระดุมทองเลื้อย


ไม้เลื้อยอายุหลายปี สำต้นแตกแขนงและทอดเลื้อยไปตามผิวดิน ชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัตถุสมบูรณ์ แสงแดดเต็มวัน น้ำปานกลาง ทนแล้ง ขยายพันธุ์ง่าย นิยมปลูกคลุมดินบริเวณริมน้ำ ตัดขอบสวนหย่อมและพื้นที่ลาดชันเพื่อรักษาหน้าดิน ควรตัดแต่งสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นที่อยู่ของสัตว์มีพิษ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/creeping-daisy/

2. คุณนายตื่นสาย


ไม้เลื้อยอายุหลายปี ทุกส่วนอวบน้ำ ลำต้นสีม่วงแดงทอดเลื้อยไปตามผิวดิน ยอดชูตั้ง ดอกบานเมื่อได้รับแสงแดดตอนเช้า ดอกสีขาว ชมพู แดง เหลือง ส้ม ปลูกเลี้ยงง่าย เหมาะปลูกคลุมดินในที่โล่ง หมั่นตัดแต่งกิ่งแห้งก็จะให้ดอกตลอดปี
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/common-purslanel/

3. โคลงเคลงเลื้อย


ไม้เลื้อยอายุหลายปี ทุกส่วนอวบน้ำและมีขนปกคลุม ลำต้นทอดเลื้อยคลุมดิน รากออกตามข้อ กิ่งก้านสีแดงเรื่อ ชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัถุสมบูรณ์ แสงเต็มวันถึงครึ่งวัน ถ้าปลูกในที่ร่ม ลำต้นจะยืดยาวและออกดอกน้อย ควรตัดแต่งกิ่งบ่อยๆแล้วนำไปขยายพันธุ์อีกครั้ง
อ่านเพิ่มเติ่มได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/spanish-shawl/

4. ดาดตะกั่ว


ลำต้นสีเขียวเทาทอดเลื้อยไปตามผิวดิน มีขนสากปกคลุมรากแตกตามข้อ ยอดชูตั้ง ชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัถุสมบูรณ์ แสงเต็มวันถึงครึ่งวันเช้า ถ้าปลูกในที่แฉะจะเน่าง่าย ถ้าได้รับแสงน้อยไป ต้นจะยืดยาว สีไม่สวย หากได้รับแสงแดดมาก แต่ได้รับน้ำไม่เพียงพอ ใบจะมีขนาดเล็กและหยาบกร้าน ไม่สวยงาม
อ่านเพิ่มเติ่มได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/red-frame-ivy/

5. ถั่วบราซิล


ไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นทอดเลื้อยคลุมดิน รากออกตามข้อ ชอบแสงแดดเต็มวันถึงครึ่งวันเช้า หากปลูกในที่แฉะ จะเน่าง่าย นิยมปลูกลงแปลงคลุมดิน ทนแล้งได้นาน 3-4 เดือน ทนร่ม ทนการเหยียบย่ำ ผิวสัมผัสนุ่ม เหมาะปลูกทดแทนหญ้าสนาม
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/amarillo-peanut/

6. บุษบาฮาวาย


ไม้พุ่มรอเลื้อยอายุหลายปี สูง 1-1.50 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่ถึงรูปหัวใจกว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 4-10 เซนติเมตร ชอบแสงแดดเต็มวันถึงครึ่งวัน เหมาะปลูกคลุมดินประดับสวน ริมถนน ทางเดิน ริมน้ำตก ลำธาร หรือปลูกริมทะเล
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/asystasia/

7. แดงชาลี


ไม้พุ่ม สูง 25 – 40 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อยาวที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยเป็นกระจุกติดกับก้านช่อดอกดอกย่อยเล็กสีขาวขุ่น ควรตัดแต่งกิ่งอยู่เสมอ เพื่อให้ทรงพุ่มไม่รก นิยมปลูกเป็นแปลงขนาดใหญ่ เพราะใบมีสีแดงเข้มตัดกับไม้ใบเขียวชนิดอื่นๆ สร้างจุดเด่นในสวนได้ดี
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/aerva-sanguinolenta/

8. แว่นแก้ว


ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 50 – 70 เซนติเมตร ลำต้นทอดเลื้อยไปตามผิวดินที่ชุ่มชื้น มีรากออกตามข้อ ชอบดินร่วนหรือดินเหนียว แสงแดดเต็มวัน ปลูกเป็นไม้คลุมดิน แทนหญ้าบริเวณริมน้ำหรือบริเวณดินเลนที่มีน้ำตื้น ๆ ปลูกเป็นไม้น้ำในกระถาง หากปลูกในที่ร่ม ก้านใบจะยืดยาวและล้มง่าย ไม่เป็นพุ่ม ถ้าปลูกในที่แห้งแล้ง ต้นจะเตี้ย ก้านใบสั้น
อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ : http://book.baanlaesuan.com/plant-guide/water-pennywort/

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ขิง

ginger1

ขิง

 ขิงแกลง/ขิงแดง/ขิงเผือก/Ginger
ชื่อวิทยาศาสตร์: Zingiber officinale Roscoe
ginger2วงศ์: Zingiberaceae
ประเภท: ไม้ล้มลุก อายุหลายปี
ความสูง: 1 เมตร
ลำต้น: เป็นเหง้าอยู่ใต้ดิน เจริญเป็นพุ่ม
ใบ: เดี่ยวรูปแถบ ออกเวียนสลับระนาบเดียว ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบเป็นกาบหุ้มลำต้นเทียม มีขนอ่อนปกคลุมทุกส่วน
ดอก: ช่อดอกแทงจากดินชูตั้งขึ้น ผลิบานในฤดูฝน กาบรองช่อดอกสีเขียวอมแดงเรื่อ ดอกย่อยสีเหลืองอมเขียว ช่อดอกอยู่ได้นานเป็นเดือน
ผล: เป็นผลแห้ง มีกาบช่อดอกรองรับ เมื่อแก่แตกออก ภายในแบ่งเป็นสามพู มีเมล็ดยาวรีสีน้ำตาล
ดิน: ดินร่วนระบายน้ำดี ควรเริ่มปลูกในฤดูฝน จะช่วยให้ขิงแตกหน่อได้เร็ว
น้ำ: ปานกลาง
แสงแดด: ครึ่งวัน
ขยายพันธุ์: แยกเหง้า
การใช้งานและอื่นๆ: ยอดอ่อนกินเป็นผักสดกับอาหารรสจัดต่าง ๆ และใช้เป็นสารกันบูดกันหืนได้ดี มีมากในฤดูฝน  เหง้าอ่อนใช้ปรุงอาหาร ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อปลา  เหง้าขิงและใบขิงมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อที่เกิดจากอาหารไม่ย่อย รวมถึงแก้อาการเมารถ ไมเกรน ลดคอเลสเตอรอล และอาการปวดตามข้อได้ด้วย  หน่ออ่อนรสเผ็ดร้อนควรขุดขึ้นมาหลังจากต้นเริ่มแตกหน่อ 3 – 5เดือน
ข้อควรระวัง หญิงมีครรภ์ที่มีประวัติแท้งง่ายและผู้ที่มีปัญหาถุงน้ำดีไม่ควรบริโภคน้ำขิงเข้มข้นเกินไป เพราะจะลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

แก้วเจ้าจอม

Lignum Vitae2

แก้วเจ้าจอม

 Lignum Vitae
ชื่อวิทยาศาสตร์: Guaiacum officinale L.
วงศ์: Zygophyllaceae
ประเภท: ไม้ต้นขนาดใหญ่
ความสูง: 10 – 15 เมตร
ลำต้น: มีเนื้อไม้แข็ง
ใบ: ประกอบแบบขนนกปลายคู่ ออกตรงข้ามมี 2 พันธุ์ คือ ใบย่อย 2 คู่และ 3 คู่ ใบย่อยรูปไข่กลับหรือรูปรี ขนาดไม่เท่ากัน กว้าง 1- 2.5 เซนติเมตร ยาว 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ
Lignum Vitae1ดอก: ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายยอด กลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 – 2.5 เซนติเมตร บานวันแรกสีฟ้าอมม่วง จากนั้นสีจะซีดลงเป็นสีขาว เกสรสีเหลืองเห็นเด่นชัด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกเดือนสิงหาคม – มกราคม
ผล: กลมแบน ขนาดประมาณ 1.5 เซนติเมตร ปลายผลมีติ่งแหลม เปลือกแข็ง
ดิน: ดินร่วนระบายน้ำดี
แสงแดด: เต็มวัน
น้ำ: ปานกลาง
ขยายพันธุ์: ค่อนข้างยาก นิยมใช้วิธีตอนกิ่งและเพาะเมล็ด
การใช้งานและอื่นๆ: เหมาะปลูกเป็นไม้ประดับให้ร่มเงา  มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเวสต์อินดีส  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำต้นพันธ์มุาจากประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี พ.ศ. 2451 และทรงปลูกไว้ที่พระราชอุทยานสวนสุนันทา เดิมชาววังเรียกว่า“ ต้นน้ำอบฝรั่ง ” ต่อมาพระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราช ปดิวรัดา ประทานชื่อใหม่ว่า “แก้วจุลจอม”  ในปี พ.ศ. 2501 ศาสตราจารย์เต็ม สมิตินันทน์ ได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “แก้วเจ้าจอม” ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน  เป็นพรรณไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ฟาร์แบร์เช่


ฟาร์แบร์เช่


Fabergé 
วงศ์: Rosaceae
ประเภท: Floribunda /กุหลาบพวง
ความสูง: 1 เมตร
ลำต้น: เป็นพุ่มกระทัดรัด หนามน้อย
ใบ: หนา สีเขียวเข้ม
ดอก: ดอกบาน 7-8 ซม.  สีชมพูครีมอมส้ม โคนกลีบเหลือบสีเหลืองนวล กลิ่นหอมอ่อนๆ
อัตราการเจริญเติบโต: ปานกลาง
ดิน: ดินปนทราย มีอินทรียวัตถุ ระบายน้ำและอากาศดี ค่า pH 6-7
น้ำ: ปานกลาง ไม่ขังแฉะ
แสงแดด: ตลอดวัน
ขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา ปักชำกิ่ง
การใช้งานและอื่นๆ: เหมาะปลูกในกระถางหรือลงแปลงประดับสวน เผยแพร่เมื่อปีค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512)